ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเนี่ยเป็นอะไรที่นักเรียนไม่ชอบเอามากเสียเลย ส่วนใหญ่สาเหตุเพราะหลายคนคิดว่ามันย๊ากยาก มันก็เลยยากอย่างที่เราคิดไว้จริง ๆ ด้วย สำหรับคนที่คิดไว้อยู่แล้ว เพราะเมื่อเราคิดดังนั้น เราก็ไม่คิดที่จะศึกษากันเลยอย่างจริง ๆ จัง แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถ้าเราคิดว่ามันคงไม่ยากหรอก ถ้ายากคงไม่มีใครเรียนรู้เรื่องเป็นแน่แท้ หากเรามีความคิดเช่นนี้ สมองก็จะสั่งการว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกัน และเราก็ทำได้จริง ๆ ด้วย จึงขอแนะเบื้องต้นตรงนี้ว่าการเรียนไวยากรณ์คือการเรียนความแตกต่างของหลักภาษานั้นเอง ถ้าเราทำความเข้าใจสักนึดหนึ่งรับรองว่าไม่ยากเกินที่เราจะศึกษาหรอกค่ะ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

 

Parts of speech ส่วนของคำพูด

Part of speech คืออะไร มีอะไรบ้าง

ก่อนอื่นลองอ่านเนื้อเรื่องง่ายๆ นี้ก่อนนะค่ะ

My name is Fang. (นาม)

I am American. (สรรพนาม)

I’m tall and slim. (คุณศัพท์)

I can play tennis. (กริยา)

And I can run fast. (กริยาวิเศษณ์)

I love Thailand and Thai people. (สันธาน)

It’s hot in April. (บุรพบท)

Well!! I must go now. Bye. (อุทาน)

สรุปแล้ว parts of speech คือ คำชนิดต่างๆ ซึ่งมีด้วยกัน 8 ชนิด

1. Noun (คำนาม) คือคำที่ใช้แทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ (รวมถึง ชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่)

  • คน เช่น boy girl man student doctor king father/ John Sam Ted Tom Fang
  • สัตว์ เช่น dog cat bird tiger Liaon  / Simba Kitty
  • สิ่งของ เช่น TV radio fan car soap Champoo / Sony Samsung Lux
  • สถานที่ เช่น market bank city country / London Thailand England Japan

2. Pronoun (สรรพนาม) คือ คำที่ใช้แทนคำนามด้านบน เช่น I you he she it this that

3. Adjective (คุณศัพท์) คือคำที่ใช้บอกลักษณะของคำนาม เช่น tall short small big

4. Verb (กริยา) คือคำที่ใช้แสดงการกระทำ เช่น go come run walk

5. Adverb (กริยาวิเศษณ์) คือคำที่ใช้อธิบายการกระทำว่าทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ เช่น fast slowly here there today yesterday

6. Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยค เช่น and but or so

7. Preposition (คำบุรพบท) คือคำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ของคำ เช่น in on at by from

8. Interjection (คำอุทาน) คือคำที่ใช้แสดงอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ เช่น wow eh um

แล้วหัวข้อไหนที่ควรเรียนให้แจ่มแจ้ง และตัวไหนไม่จำเป็น

หัวข้อที่ไม่จำเป็นต้องเรียนให้แจ่มแจ้งคือ 5 6 7 8 เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน คล้ายภาษาไทยเลย

ส่วน 4 ข้อแรกต้องศึกษาให้ละเอียดแจ่มแจ้งหน่อย เพราะกฎเกณฑ์ต่างจากภาษาไทยค่อนข้างมากทีเดียว ซึ่งหัวข้อที่ควรศึกษามีรายละเอียดดังนี้

1. คำนาม

  • นามทั่วไป กับนามเฉพาะ  (เรียนผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สำคัญเท่าไหร่)
  • นามเอกพจน์ พหูพจน์ (เรียนให้เข้าใจ จำให้ได้นะ) เพราะ
    – การเปลี่ยนเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์มีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคำนั้นมีพยัญชนะตัวใดลงท้าย เช่น s, sh, ch, x, o, y, f เป็นต้น
    – นามพหูพจน์บางตัวไม่เปลี่ยนรูปเลย ไม่ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ เช่น deer sheep fish
    – นามบางตัวลงท้ายด้วย s ซึ่งน่าจะเป็นพหูพจน์ แต่กลับเป็นเอกพจน์เฉยเลย เช่น news, physics
    – นามบางตัวเปลี่ยนสระภายในเพื่อแสดงความเป็นพหูพจน์ เช่น men children
    – และอื่นๆ อีก

2. สรรพนาม

  •  บุรุษสรรพนาม (Personal pronoun) สรรพนามที่คนไทยสับสนเพราะมี 2 ประเภท แยกชัดเจนว่าตัวไหนเป็นประธาน ตัวไหนเป็นกรรม

3. คุณศัพท์

  • แปลงร่างได้ สามแบบ คือ ขั้นปกติ ขั้นกว่า ขั้นสูงสุด และมีหลักเกณฑ์แยกย่อยไปอีกว่าทำยังไงให้ถูกต้องตามหลักภาษา

4. กริยา

  • สุดยอดของหัวใจไวยากรณ์ สุดยอดแห่งความยาก (สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ เพราะเกิดจากความขี้เกียจจำของเรา)
  • กริยาหนึ่งตัวแปลงร่างได้หลากหลายเช่น  go goes going went gone ทั้งหมดที่เห็นนี้แปลว่า ไป แต่ไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปใช้ Tense อะไร
  • กริยาแต่ละ Tense มีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย หรือมีเหมือนกันบ้าง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเรียนให้เข้าใจ เพราะเป็นหัวใจของหลักภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง เดี๋ยวครูจะพาลุยด่าน 18 อรหันต์เองค่ะ รับรองไม่ยากหรอกไวยากรณ์ถ้าเราได้ศึกษากันจริงๆ